roy

By อาจารย์รอยอินทร์ ทยุติธร
email: royindean@gmail.com

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

แบบของสัญญาประกันภัย

นายณัฐวุฒิ อินทร์ธรรม ชั้นปีที่ 1 A5320012

สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ไม่
ต้องทำตามแบบแต่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์อาจจำแนกได้หลาย วิธีการ เช่น แบ่งตามการตอบแทนในทางทรัพย์สิน ได้แก่สัญญาต่างตอบแทน และสัญญาไม่ต่างตอบแทน ซึ่งสัญญาประกันภัยจัดเป็นสัญญาต่างตอบแทน ดังที่ได้กล่าวให้ทราบไปแล้ว การแบ่งสัญญาอีกวิธีการหนึ่งก็คือ แบ่งเป็นสัญญาที่ต้องทำตามแบบและสัญญาที่ไม่ต้องทำตามแบบ
สัญญาที่ต้องทำตามแบบ หมายความถึง สัญญาที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 อันได้แก่ เรือกำปั่นหรือเรืออื่นที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป แพและสัตว์พาหนะ การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สิน ดังกล่าวหากไม่ทำตามแบบ คือทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญานั้นเป็นโมฆะ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152

ส่วนสัญญาที่ไม่ต้องทำตามแบบ หมายความถึง สัญญาที่คู่สัญญา สามารถตกลงทำสัญญากันเองได้ โดยจะทำเป็นหนังสือหรือไม่ทำเป็น หนังสือก็ได้ สัญญาเช่นว่านี้จะมีผลบังคับทันทีเมื่อได้มีตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อมีคำเสนอและคำสนองถูก ต้องตรงกันเมื่อใดสัญญาก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามความผูกพันแห่งสัญญานั้น หากมีการบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาลให้บังคับคดีได้อย่างไรก็ตาม สัญญาบางลักษณะค่อนข้างจะมีความยากลำบากในการพิสูจน์เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล กฎหมายจึงได้บัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่มีความยากลำบากในการพิสูจน์ความรับผิด กฎหมายจึงได้บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้อง ให้บังคับคดีได้ ดังจะเห็นได้จากประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 ซึ่งบัญญัติว่า “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่...”

การที่กฎหมายบัญญัติว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ มิได้หมายความว่าหากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วสัญญานั้นจะเสียเปล่าแต่ประการใด เพียง แต่หากจะมาพิสูจน์กันในศาล จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือ ชื่อของคู่สัญญาของฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อของตัวแทนของฝ่ายนั้นมาแสดงต่อศาลด้วย ศาลจึงจะรับบังคับบัญชาให้

ตัวอย่างเช่น ผู้รับประกันภัยจะฟ้องให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัย ต้องมีลายมือชื่อของฝ่ายผู้เอาประกันภัยมาแสดงต่อศาล เช่น ใบคำขอเอาประกันภัย หรือจดหมายขอเลื่อนวันชำระเบี้ยประกัน ภัยโดยมีลายมือชื่อฝ่ายผู้เอาประกันภัยในจดหมายนั้นมาแสดงต่อศาลด้วย เป็นต้นหลักฐานเป็นหนังสือ รวมถึงกรณีที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้น เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงด้วย และลายมือชื่อเป็นหนังสือรวมถึงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ.2544 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 9

คำพิพากษาฎีกาที่ 5434/2537 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเอารถยนต์มาประกันภัยกับโจทก์ แล้วค้างชำระเบี้ยประกันภัย แต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยมาแสดงต่อศาล นอกจากสำเนากรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้จำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ 1564/2525 สัญญาประกันภัยนั้น กฎหมาย มิได้กำหนดแบบแห่งนิติกรรมไว้ เพียงแต่บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ดังนั้น สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาทำคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกัน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วรรคสอง กำหนดให้ต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัย ฉะนั้นข้อสัญญาและเงื่อนไขการประกันภัย จึงต้องถือตามกรมธรรม์ประกันภัยด้วย มิใช่เฉพาะที่ปรากฏตามคำเสนอและคำสนองเท่านั้น เพราะถ้าเป็นดังนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่กฎหมายจะต้องบัญญัติให้ผู้รับประโยชน์ต้องส่งมอบกรมธรรม์ ให้แก่ผู้เอาประกันภัยอีกในเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออยู่แล้วโดยที่หนี้ของผู้รับประกันภัยขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตอีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 จึงบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้รับประกัน ภัยในอันที่จักต้องจัดทำกรมธรรม์ประกันภัย มีรายการอย่างน้อยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย ส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น